• ภาษาไทย
  • English

International Schools Association of Thailand

หลักสูตรโรงเรียนนานาชาติ ในประเทศไทย

โรงเรียนในประเทศไทย ที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ ดัดแปลงมา หรือสร้างขึ้นเอง แต่มิใช่หลักสูตรแห่งชาติ ของประเทศไทย และจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นสื่อหลัก ได้รับการกำหนดประเภทโรงเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นโรงเรียนในระบบประเภทนานาชาติ โดยสามารถจำแนกหลักสูตรได้เป็น 4 หมวดหลัก ดังนี้:-

  • หลักสูตรระบบอเมริกัน
  • หลักสูตรแห่งสหราชอาณาจักร อังกฤษ และเวลส์
  • หลักสูตรนานาชาติ International Baccalaureate (IB)
  • หลักสูตรนานาชาติประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลี แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ

นอกจากหลักสูตรที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังคงมีหลักสูตรอื่นๆ ที่ไม่จัดอยู่ใน 4 หมวดข้างต้นอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นหลักสูตรที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นเอง หรือมีนักการศึกษาพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นทฤษฏีในทางการศึกษา และมีรูปแบบการจัดการเรียน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ ระบบการศึกษา และแต่ละหลักสูตร ต่างก็มีคุณลักษณะ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป และโรงเรียนแต่ละโรงเรียน ก็เช่นเดียวกัน ต่างมีจุดเด่น และด้อยต่างกันไป ทั้งนี้ เหตุผลในการเลือกโรงเรียนสำหรับบุตรหลาน ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเหมาะสมกับผู้เรียน และครอบครัวเป็นสำคัญ

หลักสูตรอเมริกัน

ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละมลรัฐจะรับผิดชอบพัฒนาหลักสูตร และระบบการจัดการเรียนการสอนของตนเอง โดยอิงมาตรฐานการเรียนรู้ และบรรทัดฐานการจัดการศึกษาระดับรัฐ และระดับชาติ เป็นลำดับ ดังนั้น หลักสูตรอเมริกันในแต่ละโรงเรียน และในแต่ละประเทศจึงมีความแตกต่างกันไป ตามแต่ที่จะได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ซึ่งหากจะกล่าวถึงคุณภาพแล้ว ถือได้ว่าโรงเรียนนานาชาติที่ใช้หลักสูตรอเมริกันในต่างประเทศ มักมีมาตรฐาน สูงกว่าโรงเรียนของรัฐบาลในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ โรงเรียนนานาชาติในระบบอเมริกันในต่างประเทศ ยังต้องได้รับการประเมิน และประกันคุณภาพมาตรฐาน จากหนึ่งในสี่องค์กรจากสหรัฐอเมริกา ซี่งองค์กรที่เป็นที่รู้จักสูงสุดในระดับสากล ได้แก่องค์กร Western Association of Schools and Colleges (WASC) และ New England Association of Schools and Colleges (NEASC)

การเรียนการสอนตามระบบการศึกษาอเมริกันนั้น เริ่มที่อายุ 5 ปี หรือในบางโรงเรียน ก็เปิดรับนักเรียนที่มีอายุน้อยกว่านั้น คือในระดับเตรียมอนุบาล (Pre-school) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในช่วงปฐมวัยนี้ จะเน้นการพัฒนาทักษะทางสังคม เพื่อปรับตัวสู่สภาพแวดล้อมในสังคมโรงเรียนรอบตัว เสริมด้วยการจัดการเรียนการสอน และการเตรียมความพร้อมด้านการอ่านเขียน และคิดคำนวนตามวัย ส่วนการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 6-18 ปีนั้น แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา (Elementary Grades 1-5) มัธยมศึกษาตอนต้น (Middle School Grades 6-8) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (High School Grades 9-12) โดยโรงเรียนส่วนใหญ่จะจัดการวัดผลรายวิชาเป็นการภายใน เพื่อให้นักเรียนสะสมหน่วยกิตเพียงพอแก่การจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามระบบการศึกษาแบบอเมริกัน นอกจากนี้ บางโรงเรียนจะจัดให้นักเรียนได้รับการประเมินผลด้วยข้อสอบจากองค์กร หรือหน่วยงานทดสอบภายนอก เช่น Advanced Placement (AP) ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน และวัดผลการเรียนรายวิชาในขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับนักเรียน ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ นักเรียนต่างชาติที่จะเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ทั้งในสหรัฐอเมริกา และอีกบางประเทศ จะต้องสอบ SAT และ/หรือ ACT และ TOEFL หรืออาจต้องสอบ หรือเสนองานในรูปแบบอื่น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อของแต่ละมหาวิทยาลัย

เช่นเดียวกับโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา โรงเรียนนานาชาติที่จัดการเรียนการสอนตามระบบอเมริกันในประเทศไทย จะต้องจัดหลักสูตรให้เกิดความสมดุล เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม พร้อมทั้งส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาเต็มศักยภาพ ตามความถนัด จึงต้องจัดการเรียนการสอน ทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่กว้างขวางหลากหลาย ทั้งด้านกีฬา ศิลปกรรรมแขนงต่างๆ กิจกรรมเชิงวิชาการ การแนะแนว การสอนพิเศษเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มย่อย และการทำโครงงานต่างๆ

หลักสูตรแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ และเวลส์

การศึกษาภาคบังคับตามหลักสูตรของสหราชอาณาจักร อังกฤษ และเวลส์ กำหนดให้อยู่ระหว่างอายุ 5-16 ปี นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่ขยายโอกาสทางการศึกษา และรองรับนักเรียนในกลุ่มอายุ 3-5 ปี และ 16-18 ปี อย่างชัดเจน โดยการจัดระดับชั้นของนักเรียน จะใช้วันเกิดของเด็กในการพิจารณา โดยใช้วันที่ 31 สิงหาคม เป็นวันกำหนด เพื่อรับนักเรียนเข้าเรียนในภาคเรียนแรกของปีการศึกษาในเดือนกันยายนของแต่ละปี ส่วนการเลื่อนระดับชั้น จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่แม้กระนั้นก็ตาม ยังคงมีนักเรียนที่เรียนในระดับชั้นที่ไม่ตรงกับเกณฑ์อายุ เนื่องจากสาเหตุเฉพาะบุคคล

หลักสูตรของสหราชอาณาจักร อังกฤษ และเวลส์ จะแบ่งออกเป็นช่วงชั้นการเรียนรู้ (Key Stages) โดยแต่ละช่วงชั้น จะระบุมาตรฐานการเรียนรู้ การทดสอบ และประเมินผลอย่างชัดเจน ช่วงชั้นที่ 1 นักเรียนจะอายุ 5-6 ปี (Years 1-2) ช่วงชั้นที่ 2 อายุ 7-10 ปี (Years 3-6) ช่วงขั้นที่ 3 อายุ 11-13 (Years 7-9) และช่วงชั้นที่ 4 อายุ 14-15 ปี (Years 10-11) ซึ่งถือเป็นช่วงชั้นสุดท้ายก่อนจบการศึกษาภาคบังคับของอังกฤษ

สำหรับนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ที่จัดการเรียนการสอนในระบบอังกฤษส่วนใหญ่ จะใช้เวลาสองปี ในการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เรียกว่า International General Certificate of Secondary Education (IGCSE) ซึ่งนักเรียนจะเรียนราว 8-9 วิชา เป็นวิชาบังคับอย่างน้อย 3 วิชา ได้แก่ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นจะเป็นวิชาเลือก โดยข้อสอบ IGCSE เป็นข้อสอบสากลที่ใช้สอบร่วมกันทั่วโลก จากนั้น นักเรียนที่ประสงค์จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จะต้องเรียนต่อในระดับช่วงชั้นที่ 5 หรือที่เรียกว่า  Sixth Form  นักเรียนจะเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่จะใช้ในการสมัครเรียนต่อ  ในระดับอุดมศึกษาหลังจบหลักสูตร 2 ปีสุดท้ายนี้

ตารางแสดงเกณฑ์อายุ ชั้นปี และ ช่วงชั้นการศึกษา

อายุในวันที่ 31 สิงหาคม

ชั้นปี

หลักสูตรช่วงชั้น   (การสอบ)       

ระดับชั้น

[แผนก]

3 ปี

EY 1

ช่วงชั้นปฐมวัย

Early Years Foundation Stage

ปฐมวัย

Junior School

(Pre-preparatory)

4 ปี

EY 2

5 ปี

Year 1

ช่วงชั้นที่ 1 Key Stage 1

6 ปี

Year 2

7 ปี

Year 3

ช่วงชั้นที่ 2 Key Stage 2

ประถมศึกษา

Junior School

(Preparatory)

8 ปี

Year 4

9 ปี

Year 5

10 ปี

Year 6

11 ปี

Year 7

ช่วงชั้นที่ 3 Key Stage 3

มัธยมศึกษาตอนต้น

Senior School

12 ปี

Year 8

13 ปี

Year 9

14 ปี

Year 10

ช่วงชั้นที่ 4 Key Stage 4 (IGCSE)

15 ปี

Year 11

16 ปี

Year 12

ช่วงชั้นที่ 5 Key Stage 5 (A Level)

มัธยมศึกษาตอนปลาย

[Sixth Form]

17 ปี

Year 13

หลักสูตร International Baccalaureate (IB)

หลักสูตร IB ของมูลนิธิ International Baccalaureate Organisation เป็นหลักสูตรที่นักการศึกษาผู้มีประสบการณ์ได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้เป็นหลักสูตรนานาชาติโดยแท้ ที่ปลอดพ้นจากนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชาติใดชาติหนึ่ง สำหรับใช้จัดการศึกษาให้แก่นักเรียนนานาชาติ ที่มีอายุ 3-19 ปี จากจุดเริ่มต้นในการพัฒนาหลักสูตร เมื่อปี พ.ศ. 2511 จนถึงวันนี้ ในแต่ละปี หลักสูตร IB จะใช้จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคน ในโรงเรียนกว่า 3,500 แห่ง  และในประเทศต่างๆ กว่า 140 ประเทศ ซึ่งจำนวนนี้ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยหลักสูตร IB นี้ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับปฐมวัย และประถมศึกษา Primary Years Progamme ใช้เวลาเรียน 8 ปี จากอายุ  3-11 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น Middle Years Programme ใช้เวลาเรียน 5 ปี จากอายุ  11-16 ปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย Diploma Programme ใช้เวลาเรียน 2 ปี จากอายุ  16-18/19 ปี โดยโรงเรียนสามารถเลือกจัดการเรียนการสอนทั้งสามระดับ หรือแยกเฉพาะระดับใด ระดับหนึ่งก็ได้  และมิได้มีข้อจำกัดว่านักเรียนจะต้องเรียนต่อกันทั้งสามระดับ

ผู้ปกครองที่เลือกให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนที่ใช้หลักสูตร IB  สามารถวางใจในมาตรฐานการศึกษา ว่ามีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนที่ทัดเทียมกับโรงเรียนอื่นที่ใช้หลักสูตร IB เดียวกันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดในโลกก็ตาม เนื่องจากโรงเรียนที่จะใช้หลักกสูตร IB จะต้องได้รับอนุมัติ จากองค์กร IBO ให้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และได้รับอนุญาตให้เรียกตนเองเป็นหนึ่งในกลุ่มโรงเรียน IB World School ครูผู้สอนจะต้องได้รับการพัฒนาวิชาชีพ ผ่านการฝึกอบรมซึ่งจัดโดยองค์กร IBO และที่สำคัญ ทุกๆ 5 ปี IBO จะจัดคณะกรรมการเข้าตรวจเยี่ยม และประเมินคุณภาพมาตรฐานโรงเรียน(Authorisation)  ในการนำหลักสูตรไปใช้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และการวัดผลการเรียนรู้  และประเมินพัฒนาการของนักเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีสุดท้าย  IB Diploma  จะมีข้อสอบกลางที่ มาจากองค์กร IBO โดยตรง ที่ใช้สอบพร้อมกันในทุกโรงเรียนทั่วโลกในวันเวลาเดียวกัน

เหตุผลที่ผู้ปกครองเลือกที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่ใช้หลักสูตร IB นั้น มีหลายประการ ประการแรกก็คือ หลักสูตร IB เป็นหลักสูตรนานาชาติที่เอื้อให้นักเรียนที่จะก้าวเข้าสู่การศึกษาในระบบนานาชาติ หรือย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ หรือภาษาแม่ อีกประการหนึ่งก็คือ หลักสูตร IB เน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม รวมทั้งพัฒนาให้นักเรียนเกิดความตระหนัก และรอบรู้เรื่องวัฒนธรรมนานาชาติ  และยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล นอกจากจะพัฒนาความรู้และสติปัญญาแล้ว ยังพัฒนาพหุปัญญาตามความถนัด พัฒนาทักษะ พัฒนาทัศนคติที่ดี  ให้เกิดความสมดุลในทุกๆด้าน พร้อมกับพัฒนาจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อื่น สามารถนำความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ต่อสังคม

การเรียนในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น จะมุ่งเน้นพัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยใช้สิ่งแวดล้อมทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ กระตุ้นธรรมชาติความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก  พัฒนาทักษะให้นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ  สังเคราะห์องค์ความรู้  เชื่อมโยงศาสตร์และศิลป์ที่เรียนรู้ในวิชาต่างๆ เข้ากับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ส่วนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับนักเรียนที่มีอายุ 16-18 ปี  หลักสูตร IB Diploma จะสร้างรากฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง และสมดุล เพื่อเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จ ในการสมัคร และเรียนต่อ ในระดับมหาวิทยาลัย และปลูกฝังพื้นฐานสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อการพัฒนา ทั้งนี้ นอกจากคุณสมบัติของหลักสูตร IB Diploma จะให้ความรู้ทางวิชาการกับนักเรียนทั้งในเชิงลึก และเชิงกว้าง เอกลักษณ์โดดเด่นของหลักสูตร IB Diploma ก็คือการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Knowledge) และองค์ประกอบของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่ต้องประสานความสร้างสรรค์ (Creativity) การกระทำ (Action) และจิตอาสา (Service) เข้าด้วยกันให้ออกมาเป็นโครงงานที่มีสาระ และเป็นรูปธรรม ให้คุณประโยชน์กับสังคมรอบตัว ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ นักเรียนที่ได้รับประกาศนียบัตร IB Diploma จึงเป็นที่ยอมรับ และต้องการของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก

หลักสูตรนานาชาติอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการจัดการศึกษาในโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยโดยใช้หลักสูตร IB หรืออิงหลักสูตรสหราชอาณาจักร อังกฤษ และเวลส์ หรือตามกรอบของระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีโรงเรียนนานาชาติอีกจำนวนหนึ่ง ที่เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของประเทศอื่น โรงเรียนเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์ในการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ หรือสำหรับครอบครัวนักเรียนไทยที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกหลาน ได้รับการศึกษาตามหลักสูตรของประเทศนั้น หรือเพื่อนักเรียนที่วางแผนจะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในประเทศที่เป็นเจ้าของหลักสูตร โดยปกติ โรงเรียนเหล่านี้ จะจัดการเรียนการสอนในภาษาประจำชาติ ตามประเทศเจ้าของหลักสูตร และมักได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ

ซึ่งข้อดีของการเรียนโรงเรียนหลักสูตรประจำชาติในประเทศไทยคือ นักเรียนสามารถเรียนตามระบบการศึกษาเดิมที่เคยเรียน ในขณะที่ได้ประสบการณ์ชีวิตจากการอาศัยอยู่ต่างประเทศและนักเรียนสามารถกลับไปเรียนต่อในประเทศบ้านเกิดของตนเองได้อย่างราบรื่น 

Thai